7.23.2551

Beta 1

หลังจากที่ได้นำเสนอ อ.ในคราวที่แล้ว ในการทดลองสนองตัณหาตัวเองแล้วก็ไม่ผ่าน แต่ก็ได้รับเรื่องที่จะทำมา ก็กลายเป็นเรื่องการใช้หลอดไฟในสถานที่ต่างๆกันไป



เลยลองทำมาเป็น Interactive คร่าวๆดูก่อน



หลังจากที่ให้อาจารย์ ดูก็ต้องปรับปรุงเพราะว่ามันยังดูไม่ได้อารมณืของเรื่องของหลอดไฟ เลยให้ลองถ่ายเป้ฯสถานที่จริงดู

7.22.2551

สีและมองเห็น

หลังจากได้ประเด็นเรื่องหลอดไฟแล้วเลยเอามาทำการทดลองเรื่องหลอดแต่ละแบบดูโดยเริ่มจากการเทียบระหว่างไฟบ้าง หลอดไส้ และไฟหลอดซีน่อน แล้วก็เรื่องสีต่างๆดู

ลองเอาสติกเกอร์ขาวแป๊ปกระดาษขาวดูเพื่อดูการสะท้อนกับของสี

หลอดไส้


หลอดฟลุออเรสเซน



------------------------------------------------------------------------------------------------

ลองกับกระดาษแก้วหลายๆสีดู


6.24.2551

แบนหลอดไส้

เตรเลียสั่งแบนหลอดไส้ หวังเลิกใช้ภายใน 3 ปี

เอพี/เอเจนซี/เอเอฟพี – ออสเตรเลียประกาศแผนออกกฎยกเลิกการใช้หลอดไฟฟ้าแบบไส้ หันมาใช้พลังงานแบบพอเพียง เพิ่มปริมาณการใช้หลอดฟูออเรสเซ็นต์เข้าแทนที่ เพื่อควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซปฏิกิริยากระจก หวังช่วยชะลอปัญหาโลกร้อน

มัลคอล์ม เทิร์นบูล (Malcolm Turnbull) รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม ออสเตรเลีย ออกมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 20 ก.พ. ว่า ทางรัฐบาลออสเตรเลียจะออกกฎหมายจำกัดการขายหลอดไส้ และเชื่อว่าการใช้หลอดไส้น่าจะหมดไปได้ภายใน 3 ปี ส่วนหลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์น่าจะสามารถเข้ามามีบทบาทมากขึ้นภายในปี 2009

อย่างไรก็ดี มีข้อมูลบ่งชี้ว่าออสเตรเลียปล่อยก๊าซก่อสภาวะเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศถึง 565 ล้านตันในปี 2004 โดยเทิร์นบูล เชื่อว่าหากเลิกใช้หลอดไส้แล้วออสเตรเลียจะสามารถลดการปลดปล่อยเรือนกระจกได้ถึง 4 ล้านตันภายในปี 2010 และจะช่วยลดค่าไฟฟ้าในแต่ละครัวเรือนได้มากถึง 66% ด้วย

แม้ว่าออสเตรเลียถือเป็นประเทศแรกในโลกที่มีการออกกฎลักษณะดังกล่าว ทว่าเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมารัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ ได้ออกกฎหมายห้ามใช้หลอดไส้ไปแล้ว และในรัฐนิวเจอร์ซีย์ก็เริ่มมีการเรียกร้องให้เลิกใช้หลอดไส้ภายใน 3 ปี

ขณะที่ฟิเดล คาสโตร (Fidel Castro) ประธานาธิบดีแห่งคิวบา ริเริ่มโครงการลักษณะเดียวกันนี้ตั้งแต่ 2 ปีก่อนแล้ว โดยส่งกลุ่มเยาวชนเข้าไปเปลี่ยนหลอดไฟกันถึงตามบ้าน โดยต้องการให้ใช้ไฟฟ้ากันอย่างประหยัด แก่ปัญหาไฟตกบนเกาะ

ไม่กี่เดือนถัดมามิตรรักของคาสโตรอย่างประธานาธิบดีฮิวโก ชาเวส (Hugo Cha) ของเวเนซูเอลา ก็เห็นดีเห็นงามกับแนวคิดดังกล่าว จึงประกาศโครงการประหยัดพลังงานด้วยตัวเอง ทำให้ขณะนี้เวเนซูเอลาและประเทศเพื่อนบ้านใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์กันอย่างแพร่หลาย

ปัจจุบันแม้ว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์จะราคาแพงมากกว่าหลอดไส้มาก แต่ฟลูออเรสเซนต์ใช้พลังงานความร้อนเพียงแค่ 20% ของหลอดไส้ และหลอดไส้ขนาด 75 วัตต์จะมีอายุใช้งานประมาณ 750 ชั่วโมง ขณะที่หลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์ขนาด 20 วัตต์จะมีอายุใช้งานนานถึง 10,000 ชั่วโมง

แม้นักสิ่งแวดล้อมจะชื่นชมกับรัฐบาลออสเตรเลียที่ออกนโยบายนี้ แต่ก็อดจะติงไม่ได้ว่า แหล่งทีก่อภาวะเรือนกระจกแหล่งใหญ่ของออสเตรเลียนั้นคือภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งที่ใช้พลังงานจากถ่านหิน แต่ก็นับว่านโยบายดังกล่าถือเป็นก้าวเล็กๆ ที่ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

ที่มา: http://www.manager.co.th
Link: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9500

6.22.2551

หลังจากคราวที่แล้วนำเสนอพูดถึงเรื่องที่เกี่ยววกับบุคคล3แบบเกี่ยวกับกับโลกร้อน
คือ

พวกที่รณรงค์กันอยู่กับพวกเพื่อลงภาวะโลกร้อน
พวกที่รอการเริ่มต้น
พวกที่ไม่สนใจ

ก็เลยแตกออกมา ดูก่อนว่าแต่ละพวกต่างกันยังไง

พวกแรกก็คือ พวกที่เริ่มสนใจและกระตุ้นคนรอบข้างให้สนใจในปัญหาโลกร้อน แล้ววก็เริ่มรณรงค์การลดใช้พลังงานด้วยวิธีต่างๆ เช่นการใช้พลังงานทดแทน
การลดปริมาณขยะ ใช้ให้น้อยลง ฯลฯ

พวกที่2 คือพวกที่รอการเริ่มต้น คนเหล่านี้ก็ยังคงดำเนินชีวิตและบริโภคพลังงานกันอย่างปรกติ
แต่ก็ยังสนใจที่จะช่ยประหยัดพลังงานบ้าง แต่ก็ยังไม่ลงมือกระทำยังรอคนอื่นกระทำก่อน

พวกที่ 3 คือ พวกที่ไม่สนใจอะไรเลยยังคงบริโภคเหมือนเดิมและไม่สนในเรื่องการหมดไปและการเสื่อมสลาย
ของพลังงาน และคิดว่าพลังงานยังไม่ก็หมดไม่ทันรุ่นเเรา

แต่ยังไงพวกนี้ก็ยังคงใช้พลังงานเหล่านั้นอยู่ เพราะมันก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งในการดำรงชีวิต ยังคงต้องขับรถ ยังคงต้องทำโฆษณา ยังต้องอาศัยมันอยู่ดี
ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย

6.08.2551

Comm5

แล้วก็ได้เริ่มต้นประเดิมกับ Comm5 ด้วยการนั่งดูวีดีโอสารคดี 3 เรื่อง ซึ่งดีใจอยู่นิดๆที่ได้เรื่องที่2 เพราะเรื่องแรก wal-mart ฟังมันไม่ทันเลยแทบไม่มีเวลาประมวลคำพูดเลย

ตอนแรกที่ได้ดูเรื่องที่2 ก็เห็นพูดถึงเรื่อง นวัตกรรมใหม่ที่ช่วยประหยัดพลังงาน โดยเดิมทีที่เนื้อเรื่องพูดนั้นก็พูดถึงการใช้พลังงานที่สิ้นเปลืองและไม่คุ้มค่ากับพลังงานที่เสียไปเกี่ยวกับจำพวกรถยนต์โดยทั้งสิ้น

อย่างที่มีเพื่อเคยพูดเรื่องตั๋วรถเมล์ว่าประโยชน์ของมันก็แค่เรื่องการใช้นับจำนวนคนในแต่ละรอบรถ ซึ่งถ้าทุกคนยังพอจะจำกันได้ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ10-12 ปีก่อนเคยมีนโยบายของ รถ ขสมก. ร่วมกับเซเว่น เพื่อลดการทิ้งตั๋วรถเมล์ตามท้องถนนโดยนำมาเป้นส่วนรถในการซื้อของ แต่ก็ต้องล้มเลิกไป เพราะคนก็ยังทิ้งกันอยู่ดี นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องของความเคยชินมากกว่าที่คิดจะทิ้ง นี่ก็เป็นแค่เรื่องที่ผุดเข้ามาในหัวผมเฉยๆไม่ได้สำคัญมากนัก

การที่เราใช้พลังงานที่สิ้นเปลือนนั้นมันก็น่าจะมาจากพฤติกรรมการบริโภคที่ผิดวิธีและการปลูกฝัง

กลับกลายเป็นว่าทุกคนแบ่งเป็น3 พวกแล้วเท่าที่เห็น คือ
1. ต้องการลดปริมาณขยะที่มีอยู่แล้ววนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์แล้วก็โหมโฆษณากันเข้า
2. เมิงเริ่มก่อนดีแล้วกุจะตาม
3. ไร้สาระใช้ๆไปเถอะเรื่องมาก

อย่างเรื่องโลกร้อนน้ำแข็งละลายน้ำท่วมโลก บางคนก็คิดว่ายังไงมันก็ไม่ทันรุ่นเราอยู่ดี
ถ้าเราไม่เกี่ยงกันแล้วหาอะไรพอที่จะมี power พอที่จะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนได้ก็คงจะดี

1.28.2551

จากคำว่า Micro และ Macro โดยที่ผมเชื่อมโยงไปจนถึงหลักการของเรื่อง Butterfly Effect ซึ่งพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงขนาดเล็กซึ่งแทบจะไม่ส่งเกตเห็นผลในวงแคบแต่กลับอาจจะมีผลไปถึงผลเสียในวงกว้าง
เช่นการ พูดถึงการ ขยับปีกของผีเสื้อ อาจจะเกิดผลทำให้เกิดพายุในอีกซีกโลกหนึ่งซึ่งหลักนี้ก็เคยมีคนเอามาสร้างหนังหลายเรื่อง

ซึ่งผมกำลังคิดถึงหลักการนำเสนอแบบในหนังเรื่อง - slidding door เพราะเกิดจาการเปลี่ยนแปลงเพียงน้อยนิดตอนต้น ส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิด

ซึ่งตอนนี้ได้วิธีการนำเสนอแล้วปัญหาคือเรื่องที่ต้องการนำเสนอ
เพราะด้วยวิธีนำเสนอที่ธรรมดาจึงต้องนำเสนอเรื่องให้ดูน่าสนใจเพื่อเอามาชดเชยกับวิธีการนำเสนอ

แต่....
เนื้อเรื่องอะไรดีหละ
...
...
...
...
นั่นแหละคือปัญหาในตอนนี้

1.21.2551

Micro & Macro


หลังจากที่ได้รับ โจทย์ เกี่ยวกับคำว่า Micro และ Macro ก็ได้ไปประชุมงานกับเพื่อนๆเพื่อหาความหมายของคำๆนี่จากแต่ละคน
โดยที่หลังจากเริ่มคุยกันที่สิ่งที่ทุกคนคิดเกี่ยวกับคำนี้ก็ได้เริ่มมีการแลกเปลี่ยนกันซึ่งสรุปใจความได้ว่า

Macro ใหญ่ ขนาดที่ใหญ่ ชุดคำสั่งที่เราเขียนขึ้น
Micro เล็ก จุล

จากตรงนี้เราก็พยายามหาสิ่งต่างๆมาเปรียบเทียบว่าเช่น
แขน คือ Macro
เซลล์ ก็จะคือ Micro

โดยส่วนตัวรู้สึกว่ามันมีความใกล้เคียงกับ ทฤษฎีเกี่ยวกับ Butterfly effect ซึ่งพูดถึงเกี่ยวกับการกระทำเพียงเล็กน้อยที่แทบจะไม่สามารถสังเกตได้ในที่นี้ผมเห็นว่ามันเป็นการเปลี่ยนแปลงระดับจุลภาค อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้
ซึ่งมันก็เป็นหลักการที่ว่า " การผีเสื้อขยับปีกญี่ปุ่น อาจจะก่อให้เกิดพายุที่อเมริกาได้ " เพราะการที่ผีเสื้อขยับปีก 1 ทีนั้นก่อนให้เกิดความกดอากาศที่เปลี่ยนไปได้โดยที่อาจจะไม่ส่งผลในทันที แต่จะส่งผลให้รอบข้างเกิดการเปลี่ยนแปลงความกดอากาศไปในวงกว้างและเพิ่งไปเรื่อยๆ

โดยตอนนี้เรื่องที่เอามาคลอบให้เกิดเป็นชิ้นงานนั้นยังไม่มี

Chaos Theory
ทฤษฎีความอลวน (Chaos Theory) นั้น อธิบายด้วยภาพจำลองการเคลื่อนไหวของ ปรากฏการณ์เคออส จากปัญหาสามวัตถุ
จากภาพเส้นที่ต่างกันสามเส้นแทนการเคลื่อนไหวของวัตถุสามชิ้น ซึ่งดูเหมือนไม่เป็นระเบียบ ทฤษฎีความอลวน (chaos theory) เป็นทฤษฎีที่อธิบายถึง ลักษณะพฤติกรรมของระบบพลวัต (คือ ระบบที่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น เปลี่ยนแปลงตามเวลาที่เปลี่ยนไป) โดยลักษณะการเปลี่ยนแปลงของระบบที่เรียกว่าเคออสนี้ จะมีลักษณะที่ปั่นป่วนจนดูคล้ายว่า การเปลี่ยนแปลงนั้น
เป็นแบบสุ่มหรือไร้ระเบียบ (random/stochastic) แต่จริง ๆ แล้ว ระบบเคออสนี้เป็นระบบแบบไม่สุ่ม หรือระบบที่มีระเบียบ (deterministic) ในทางคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ คำจำกัดความของระบบเคออส คือ ระบบแบบไม่เป็นเชิงเส้น (nonlinear system) ประเภทหนึ่ง ที่มีความไวต่อสภาวะเริ่มต้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ถ้าระบบ 2 ระบบนั้นเริ่มต้นจากสภาวะที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย คือเกือบจะเหมือนกันทุกประการ

(จากควันที่ลอยขึ้นมาตอนแรก หากโดนอากาศที่แปรปรวนแม้เพียงนิด ก้อจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาลในช่วงหลัง)
เมื่อระบบได้มีการเปลี่ยนไปซักระยะหนึ่ง สภาวะของระบบทั้งสองที่เราสังเกตได้เมื่อเวลาผ่านไปจะแตกต่างกันอย่างสังเกตเห็นได้ชัด ในสภาพ Chaos, สภาพสับสนอลหม่าน, สภาพไร้ระเบียบ คือไร้เสถียรภาพ (unstable) ที่มีความอ่อนไหวสูงยิ่ง หรือมีความเปราะบาง เมื่อมีการกระทบเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่เป็นเส้นตรง แต่เป็นทางที่คดเคี้ยว กวัดแกว่ง และบางครั้งก้าวกระโดด (sporadic) เกิดตรงจุดนั้นบ้าง จุดนี้บ้าง ทำให้ยากที่จะทำนายผลลัพธ์ได้ เพราะมีสิ่งอื่น ๆ
ที่มาเป็นองค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง ในตอนหนึ่งของการอธิบายทฤษฎีไร้ระเบียบได้พูดถึงผลกระทบของ Butterfly Effect
ซึ่งศาสตราจารย์ เอ็ดเวิร์ด (Edward Lorenz) ได้อธิบายไว้ว่า ในด้านทฤษฎีอุตุนิยมวิทยา ผีเสื้อตัวหนึ่งกระพือปีกที่ฮ่องกง
สามารถที่จะทำให้ดินฟ้าอากาศที่แคลิฟอร์เนียเปลี่ยนแปลงได้เมื่อ 1 เดือนให้หลัง นี่คือกระบวนการที่เรียกว่า Butterfly Effect

(สมการของ Edward ที่ใช้ค่าเริ่มต้นจากตรงกลางในการทดลองครั้งที่ 2)

Edward บอกว่าเค้าค้นพบโดยบังเอิญ จากกระบวนการที่เค้านั่งเฝ้าตัวเลขที่ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนไปเป็น .0000001 ของทศนิยม
และนั่งเฝ้าเข็มรายงานความเคลื่อนไหวของอากาศ ทุกครั้งที่เกิดการสั่งสะเทือนของระบบการรับข่าวสารเกี่ยวกับสภาวะอากาศ
และเฝ้าสังเกตดูจุดทศนิยมที่เปลี่ยนแปลงไปแต่ละจุด ๆ เมื่อเกิดความคลาดเคลื่อนไปแล้วจะทำให้เกิดรูปร่างที่เมือนกับโครงสร้างของผีเสื้อ Edward ยังพบอีกว่า .0000001 ที่คลาดเคลื่อนไปก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมหาศาล การเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลในภาวะแวดล้อมของอุตุนิยมวิทยาไม่ใช่เกิดขึ้นจากสาเหตุใหญ่ ๆ เลย หากแต่เกิดขึ้นจากสัญญาณเล็ก ๆ เป็นจุด ๆ

(กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างจุดเริ่มต้นกับจุดสะเทินที่ทำให้ค่าเปลี่ยนไป)

Edward จึงอธิบายว่าถ้ามันเป็นเช่นนี้จริงก็หมายความว่า แม้กระทั่งผีเสื้อตัวเล็ก ๆ กระพือปีกเบา ๆ อยู่ที่ฮ่องกง
ปีกที่กระพือนั้นอาจจะสะเทือนส่งไปถึงแคลิฟอร์เนีย หรืออีกซีกโลกก็เป็นได้ ถ้าระบบนั้นอยู่ใกล้จุดสมดุลสะเทิน
ทำนองเดียวกันกับคำอุปมาทีว่าฟางเส้นสุดท้ายที่หักหลังอูฐ (คำพังเพยฝรั่ง) ในการไหลของของไหลก็เช่นกัน
การสะดุดความขรุขระเพียงนิดเดียวก็อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนสถานะจากการไหลแบบราบเรียบเป็นการไหลแบบปั่นป่วนได้
ถ้าการไหลนั้นอยู่ใกล้จุดวิกฤติ(ซึ่งสามารถคำนวณหาได้)
เรามักจะได้ยินคำพูดที่เป็นที่นิยมพูดกันอย่างกว้างขวางที่ว่า "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว" หรือ "ผีเสื้อขยับปีกทำให้เกิดพายุ" (จาก "butterfly effect") ที่โปรยหัวไว้ข้างต้น ซึ่งมีคนจำนวนไม่น้อยที่ตีความในลักษณะของขนาดความรุนแรงของผลลัพธ์เท่านั้น ระบบเคออสนั้นไม่จำเป็นจะต้องแตกต่างกันในแง่ของ ขนาด ของผลลัพธ์เสมอไป แต่อาจแตกต่างกันในแง่ของ พฤติกรรม การเปลี่ยนแปลงก็ได้ จากตัวอย่างข้างบน การเปลี่ยนแปลงของระบบทั้งสองนั้นจะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันมากในขณะเริ่มต้น เมื่อเวลาผ่านไป การเปลี่ยนแปลงนั้นแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย
สิ่งที่น่าสนใจคือ Chaos theory จะเกิดผลกระทบต่อโลกอย่างไร? จะเกิด Global Effect อย่างไรต่อไป ?
(เกิดกับคนทั้งโลก Ex. ปรากฏการณ์เอลนินโญ่ เกิดจากการที่กระแสน้ำอุ่นเปลี่ยนทิศทาง จากที่เคยไหลเรียบฝั่งแอฟริกาอยู่ดี ๆ
ก็ข้ามฝากมายังอเมริกาใต้ สู่มหาสมุทรแปซิฟิก ผลส่วนหนึ่งคือ ทำให้เกิดไฟไหม้ป่าที่เกาะสุมาตรา
จากป่าที่เป็นเคยสมบูรณ์ที่สุดในแถบเอเชีย ซึ่งการที่กระแสน้ำอุ่นเปลี่ยนทิศทางนั้นเป็นผลมาจากการสะสมความเปลี่ยนแปลง
ทีละเล็ก ละน้อย แต่ความเป็นจริงมีสัญญาณเตือนภัยที่ส่อเค้ามาก่อนแล้ว เช่น หิมะละลาย แผ่นดินถล่ม แต่ก็ไม่มีคนสนใจ
สุดท้ายนี้คือ ถ้ามองอย่างผิวเผินที่สุด เพียงจุดเล็ก ๆ จุดหนึ่งในชีวิตประจำวันอาจจะพลิกโฉมหน้าชีวิตทั้งชีวิตของเราไปเลยก็ได้ หรือแม้แต่คนเล็ก ๆ คนหนึ่งในสังคม อาจจะก่อให้เกิดแรงพลักดันก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้ในสังคม มาถึงวันนี้แล้ว
ถ้าใครที่มัวแต่คิดว่าสังคมมันแย่ ชีวิตมันแย่ คุณจะเป็นฝ่ายที่คิดว่า ในเมื่อมันแย่ไปแล้ว เราแย่อีกซักคนมันจะเป็นไรไป หรือคุณพร้อมที่จะเป็นจุดเล็ก ๆ จุดนึง ที่อาจจะพลิกทั้งชีวิต เปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นได้ ก็ต้องเลือกเอา

1.06.2551

การทดลองตาม ไหล่ทาง

ต้องขอโทษด้วยครับที่อัพช้า เพราะเนื่องจากทำการทดลองแล้วบันทึกผล มากไปจนหลงออกนอกทางไป เพราะไม่ใจว่าที่ทำมานั้น มันจะหลุดรึเปล่า
ตอนแรกหลังจากวันที่ 12 ธค. ผมก็ได้กลับมาคิดว่า ความสามารถในการเปลี่ยนรูปทรง แยกสามารถเป็นอะไรได้
ก็เลยกลับมานั่งตั้งต้นคิดใหม่ ว่าการเปลี่ยนรูปทรงคืออะไร โดยคิดทีละลำดับ
การเปลี่ยนรูปทรงในความคิดของผมคือ การที่ วัตถุชนิดหนึ่ง เปลี่ยนจากรูปทรงเดิม ไป อีกหนึ่งรูปทรง
ซึ่งต่อมาผมก็ลองนึกว่านึก ถึงว่ามีอะไรบ้างที่ เปลี่ยนรูปทรงได้อย่างง่ายดาย


เริ่มแรกผมคิดถึง "น้ำ" หรือของจำพวกของเหลว ผมได้ทดลองอย่างง่ายเลยด้วยการ

1. เทเปลี่ยนภาชนะ

2.แช่เย็น

3.ต้ม

4.แช่เย็นแล้วปล่อยละลาย กับ แช่แล้วเปลี่ยนรูปทรงด้วยน้ำ

ไร้สาระอื่นๆอีกมากมาย



ต่อมาผมก็ลอง

เอาของเหลวใกล้ตัวมาเทรวมกันดู ที่หาได้ตอนนั้นก็มี น้ำอัดลม น้ำมัน เหล้าขาว น้ำมัน โคโลญ

โดยเริ่มแรก ผมเทน้ำกับ เหล้ารวมกันดูก่อน ซึ่งผลออกมาคือกลายเป็นการเจือจางเหล้าแทนต่อมาก็น้ำอัดลม

น้ำอัดลมได้ลงไปอยู่บริเวรก้นแก้วเพราะปริมาณน้ำตาลที่ผสมอยู่ แล้วก็น้ำมัน ซึ่งมันก็ลอยมาอยู่บนผิวน้ำจนหมด

สุดท้ายผมก็ลอง โคโลญ ซึ่งมันลองอยู่บนผิวน้ำ แต่ไม่ลอยไปอยู่บนน้ำมัน
แล้วก็ลองเอาไปแช่ ตอนถ่ายรูป ของทุกอย่างแข็งหมดเว้นของเหลวชนิดหนึ่งไหลออกมา มันคือเหล้าขาวที่ผมที่ผสมลงไปในน้ำ
ทดลองเกี่ยวกับเปลี่ยนรูปทรงของน้ำแข็ง
ลองเอาน้ำมาร้อนรดดู
ลองเอาสีผสมอาหารมาหยดใส่ดู ก็เกิดสีสันแปลกตาดี
คราวนี้ลองเอาน้ำมาเจาะลงไปแล้วหยดสีดู
ตอนนี้ผมกำลังลองเรื่องการตกผลึก ทีเปลี่ยนจากของเหลวเป็นของแข็งดู
แต่ทำมาเกือบ2อาทิตย์แล้ว ยังได้นิดเดียวอยู่เลย ตกผลึกช้ามาก
อันนี้เป็นของเล่นที่น่าจุพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนรูปทรงได้เช่นกัน
สามารถดัดเป็นรูปต่างๆได้
การทดลองนี้ผมรู้สึกว่ามันได้ความรู้เพิ่มเติมมาเล็กน้อย เพราะบางอย่างเราก็รู้กันอยู่แล้ว....
ตอนนี้ผมเริ่มหาเกี่ยวกับผลกระทบ ประโยชน์ ของการเปลี่ยนรูปทรงอยู่และกำลังทำการทดลองอยู่...

โครงการ "FTA สร้างฝัน แอนนิเมชั่นเด็กไทย"

เนื่องด้วย ทาง กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดกิจกรรมขึ้นมา ซึ่งทางพวกผมและสมาชิกได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้

นาย หัสดิน ตันชรากรณ์

นาย ณัฐ แสนชื่น

นาย พงศ์ธร ตั้งสะสม

นาย ชาญวุฒิ แซ่จุง


จึงขออนุญาตไปเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อรับ Brief งาน


ตารางกิจกรรม





12.24.2550

ความคืบหน้าและความผิดพลาด

หลังจากที่ได้ทำการทดลองแล้วบันทึกผล ก็ได้นำไปส่งในวันที่ 21 ธันวานั้น

ก็สู้สึกว่าเหมือนตัวเองกำลังยึดติดกับการบันทึกผลการทดลองมากเกินไป ทำให้ไม่เอาไปทำงานได้ จึงจำเป็นต้องไปลองดูเรื่องการปรับเปลี่ยนรุปทรงและคุณสมบัติการเปลี่ยนทรงของตัววัสดุว่ามีอะไรที่เกี่ยวพันอะไรบ้าง และลองหาเทคนิคต่างๆในการคิดแลพะทดลองดู



ในความรู้สึกตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองกำลังหลงและยังจับประเด็นไมค่อยถูก



ถ้าถามความรู้สึกเกี่ยวกับงานของตัวเองตอนนี้ เท่าที่พอจะจับคร่าวๆได้คือ ของที่เข้าไปอยู่ในที่ที่หนึ่งและสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองให้กลมกลืนเปลี่ยนลักษณะ รูปทรง และก็สามารถปรับตัวเองไปได้เรื่อยๆ โดยอาศัยแรงกระตุ้
เริ่มคิดใหม่หมด ทิ้งความคิดเก่าๆไป จะดีกว่า

12.10.2550

วัสดุภาค 2

เนื่องจากการที่ได้ทำงานวิชา Computer Art ที่เป็นงานกกลุ่มเกี่ยวกับการกลายพันธุ์นั้น
ก็ได้ไปประชุมกันเพื่อหาลือถึงวัสดุที่จะเอามาใช้งาน โดยมี เน็ท โม่ ไหว่ มาประชุมกัน
ในคณะที่ประชุมกันนั้นก็ได้หารือถึงรูปแบบของงานว่าจะออกมาเป็นลักษณะอย่างไร
โดยที่ทุกคนกำลังกำหนดรูปแบบนั้นตัวผมก็คิดถึงความเป็นไปได้ของการเลือกใช้วัสดุในการทำ
และคิดถึงวัสดุและความเป็นไปได้ของงาน โดยที่เริ่มคิดตั้งแต่การใช้

ปูนปลาสเตอร์
ข้อดี ง่าย เบา ใช้เวลาน้อยและสามารถทำในปริมาณที่เยอะได้
ขอ้เสีย ไม่สามารถเจาะรูหรือปั้นรูปทรงได้

ดินเหนียว
ข้อดี ปั้นได้ กำหนัดรูปทรงได้
ข้อเสีย ใช้เวลาในการทำงานสูงต่อตัว ไม่มีเตาอบเพื่อให้ดินแห้ง

สบู่
ข้อดี มีความคงทน เจาะได้
ข้อเสีย ใช้เวลานานในการทำแม่แบบ

ข้อสรุปทุกอย่างก็มาจบลงที่เทียน หรือ ขี้ผึ้ง นั่นเอง
เนื่องจากมันสามารถปั้นได้ เจาะรูได้ แล้วก็สามารถแล้วก็ใช้เวลาไม่นานมากนักจึงถือว่าเป็นวัสดุที่ค่อนข้างจะลงตัว

จากที่ดูมานั้นการเลือกวัสดุก็มีข้อกำหนดเช่นกันเช่นกระดาษก็มีความอ่อนตัวเกินไป ปูนแข็งเกินไป ตอนนี้ก็พยายามคิดออกมาให้เป็นงานอยู่ว่าจะออกมาเป็นงานประเภทไหน และเป็นอะไร เพราะเหลือเวลา ไม่มากนักแล้ว

12.05.2550

การแสวงหาวัสดุ




งานที่เป็นของกลุ่ม Constructivism นั้น มีแรงพลักดันมาจากการจำกัดด้านการหาวัสดุอุปกรณ์ที่จะเอามาสร้างผลงาน


ความสนใจของผมอยู่ที่ ข้อจำกัดของวัสดุที่นำมาใช้ การที่เราจะเลือกวัสดุบางชนิดนั้นมาทำหรือมาใช้ร่วมกันนั้นต้องคำนึงถึงศักยภาพและขีดความสามารถของวัสดุเหล่านั้นด้วย ซึ่งมันก็จะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละชนิดและความคงทนของมัน


ซึ่งถ้าจะเอามาใช้ทำงานนั้นก็ยังรู้สึกว่ามันยังอยู่ในวงที่กว้างอยู่จึงลองพยายามทำให้มันอยู่ในวงที่แคบลงมา จึงทำการเจาะลงไปที่จุดใดจุดหนึ่งของวัสดุ


โดยผมลองเอาวัสดุต่างชนิดกันมาลอง ตัด บิด หลอม ดึง ซึ่งโดยส่วนมากการที่จะเลือกเอาวัสดุมาทำเป็นชิ้นงานนั้นมักจะคำนึงถึงการประเภทของวัสดุนั้นแล้วเอาใช้งานด้านใด เช่น แก้วน้ำ เป็น แก้ว เซรามิก สแตนเลส พลาสติก กระดาษ

แก้วกระดาษ มีความคงตัวต่ำสุดเหมาะแก่การใช้ที่ไม่ต้องการการเก็บรักษามากนัก การใช้แล้วทิ้ง ราคาถูก เช่น แก้วตามโรงพยาบาล


แก้วพลาสติก เป็นแก้วที่มีความคงตัวมากกว่าแก้วกระดาษ เหมาะแก่การใช้ทำไปหรือให้เด็กใช้เพราะจะไม่สามารถแตกหักได้ง่าย


แก้วใส เป็นแก้วชนิดที่ทนความร้อนขึ้นมาอีก ระดับที่สูงกว่าพลาสติกมาก แต่ความคงตัวในการตกหล่นนั้นน้อยมาก เหมาะแก่การที่ต้องการแสดงรุปลักษณ์ภายในของตัวของเหลวและลวดลายของตัวแก้ เพราะมากจะใช้ในงานที่แวดดวงที่ต้องการแสดงความหรูหรา


แก้วเซรามิก เป็นวัสดุที่ทนต่อความร้อนได้สูงสุดในบรรดาวัสดุอื่น ความคงทนมากกว่าแก้วเล็กน้อย มักจะในการใช้ต้มหรือใส่ในอุณหภมิที่สูง


แก้วสแตนเลส เป็นวัสดุที่แทบจะรวามความสามารถทั้งหมดไว้ แต่เนื่องจากเป็นวัสดุประเภทโลหะจึงทำให้คายความร้อนที่ตัวภาชนะได้เร็วจึงยากต่อการจับต้องในขณะที่ร้อน แต่ก็สามารถความความร้อนนั้นได้เร็วเช่นกัน ความคงทนมากกว่าพลาสติก












ซึ่งจากการทดลองนี้ทำให้ผลอยากลองทำงานเกี่ยวกับความต่างของวัสดุดู น่าจะมีอะไรน่าสนใจมากกว่านี้อีก






แมลงสาบ



แมลงสาบ

แมลงสาบ(Cockroaches) คือ แมลงชนิดหนึ่ง โดยชื่อภาษาอังกฤษนั้นมีที่มาจากภาษาละติน ส่วนชื่อไทยนั้นคำว่าสาบ หมายถึง กลิ่นเหม็นสาบ เหม็นอับนั่นเอง แมลงสาบนั้น โดยทั่วไปที่รู้จักกันดีจะเป็นสายพันธุ์ Periplaneta americana ซึ่งสายพันธุ์นี้มีลำตัวยาวประมาณ 3 เซนติเมตร แมลงสาบอยู่ในวงศ์ Blattidae ส่วนแมลงสาบไทยหรือแมลงสาบในสายพันธุ์เอเชียจะอยู่ในวงศ์ Blattella asahinai ซึ่งมีความยาวลำตัวประมาณ 2 เซนติเมตรขึ้นไป

ความเป็นมาและวิวัฒนาการของแมลงสาบ

วิวัฒนาการของแมลงสาบ จากการศึกษาซากฟอสซิลของแมลงสาบ บ่งชี้ได้ว่า แมลงสาบได้ถือกำเนิดมาบนโลกนี้ยาวนานกว่ามนุษย์หลายเท่า เพราะมันได้เกิดมาตั้งแต่ยุคโบราณ(Carboniferous) 354 - 295 ล้านปีมาแล้ว ความแตกต่างของแมลงสาบโบราณกับแมลงสาบในปัจจุบัน คือช่องออกไข่ที่ปลายช่องท้องของมัน และมีการค้นพบฟอสซิลแมลงสาบที่เป็นยุคปัจจุบันคือมีรังไข่เหมือนกับปัจจุบันในยุคที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์จากโลกไปแล้ว หรือที่เรียกว่ายุค Mesozoic แมลงสาบสามารถปรับตัวได้กับทุกสภาพแวดล้อม เนื่องจากการที่แมลงสาบกินทุกอย่างเป็นอาหาร บางสายพันธุ์สามารถกินไม้ได้ด้วย แมลงสาบจะปรากฏตัวให้เห็นอยู่ในประเทศที่เป็นเขตเมืองร้อน แมลงสาบในประเทศไทยจะอาศัยอยู่ตามบ้านเรือน แหล่งของเสีย ขยะ




(เมื่อก่อนในสมัยยุคไดโนเสาร์ แมลงสาบมีขนาดใหญ่กว่าปัจจุบันมาก ถึงขนาดที่ว่าตัวขนาดเกือบเมตร แต่ด้วยการปรับตัวเพื่อการอยู่รอด ขนาดจึงเป็นสิ่งจำเป็นอีกอย่างหนึ่งเพื่อให้สามารถเข้าไปได้ในทุกสถานที่ แต่โครงสร้างแทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากอดีตเลยแม้แต่น้อย จึงถือกันว่าเป็นสัตว์ยุคไดโนเสาร์สายพันธุ์เดียวที่อยู่รอดอย่างสมบูรณ์จนมาถึงปัจจุบัน)

12.03.2550

Deconstuct Computer art.

เป็นงาน Motion ที่ทำขึ้นมาในวิชา Computer Art ซื่งพูดถึง Deconstruct ซึ่งเป็นงานกลุ่มที่ทำร่วมกับ เน็ท โม่ ไหว่
ทำความเข้าใจกับโจทย์ วิเคราะห์และหาความเป็นไปได้

โดยที่เลือกสื่อหรือ Media เป็นดังนี้

- เนื้อเรื่อง
- ภาพยนตร์
- MV
- เสื้อผ้า
- รูป
- สัตว์
- ต้นไม้

แต่สิ่งที่เลือกก็ต้องได้ทำการคัดออกบางอย่างเพราะมีการทำสื่อบางประเภทที่ทำออกมาแล้วนั้นก็ดูไม่น่าสน
แต่ต่อมาก็ได้เลือกสิ่งที่สนใจจะทำโดยเลือกคำที่สนใจจะทำเป็นการนำคำศัพท์มาผสมกันโดยเลือกเอาคำที่เขียนเหมือนแต่คนละความหมาย

- คน - ขัน - หมู
- สี - ดาว - เป้า
- ตา - ไก่ - โจ๊ก
- เสีย - หลัง - ชา
- มัน

โดยสรุปกันว่าจะใช้คำว่า "ขัน"และ"มัน"
มาทำการทดลอง ปรากฏว่าคำว่า "ขัน" มีความน่าสนใจกว่า
จึงได้นำมาพัฒนาต่อ
โดยมีประเภทคำดั้งนี้
- ขันตักน้ำ
- ไก่ขัน
- นกเขาไม่ขัน
- ขบขัน
- ขันน๊อต
ต่อมาจึงทำการแบ่งประเภทการแสดงกริยาหรือคำนามและความหมายออกจากกัน
และนำบทความมาตัดและต่อในรูปแบบต่างๆจน
ได้เนื้อความดังนี้

พระเกจิอาจารย์ตั้งแต่โบราณนิยมสร้างขันน้ำพระพุทธมนต์ควรใช้ขันตักอาบหรือใช้ฝักและในขณะทำการฟอกสบู่ควรปิดก๊อกน้ำไว้ก่อนไม่นานเสียงไก่ขันก็รับกันเป็นทอดๆไก่ตัวนี้รู้จักเวลาขันมากที่จะพูดว่า "ไม่ว่าพยายามแค่ไหนก็ตาม"ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มฝึกจนเหงื่อออกเลยด้วยซ้ำฝันว่าได้จับขันตักน้ำหรือเอาขันตักน้ำราดอาบตนเอง ทายว่าจะหมดเคราะห์ภาวะนกเขาไม่ขันที่มีสาเหตุมาจากการขาดฮอร์โมนพบเพียงร้อยละ5ของทั้งหมดภาวะนกเขาไม่ขันเป็นเพียงปลายเหตุ เพราะที่จริงแล้วการที่ผู้ชายจะเกิดภาวะเช่นนี้ส่วนใหญ่มักจะมีโรคที่เป็นต้นเหตุแอบซ่อนอยู่ท่ายควรขันน้อตล้อให้แน่นเท่าที่ขนาดของประแจประจำรถของท่ายจะถอดได้ทีนี้ก็มาขันน้อตแกนเพลากับดุมล้อแล้วครับ โดยให้หาผู้ช่วยเหยียบเบรคไว้แล้วขันน้อตล้อเพลากับดุมล้อให้แน่นเลยครับเป็นสิ่งที่น่าขบขันของสังคมไปเสียอย่างนั้น

นําประโยคต่างๆที่สนใจมาประกอบเข้าด้วยกันดังนี้ (ตัวหนาส้ม)

เมื่อได้ดังนี้แล้วจึงนำมาทำเป็นสื่อประเภท Motion โดยให้คำต่างๆมาทำลายการมองเห็นหลักของคำว่าขัน โดยที่เริ่มต้นจะทำให้มองเห็นคำว่าขันอย่างชัดเจน แต่ต่อมาก็จะเอาคำเหล่นี้มาทำลายคำว่าขันก็เหมือนกับการที่เราอ่านไปเรื่อยๆ ก็จะเริ่มสับสนกับคำว่าขันว่า "ตกลงขันที่เอามาใช้นี้หมายความว่าถึงขันไหน"

(ความรู้สึกตอนทำนั้น : ตอนเรกที่ประชุมกันนั้นเนื่องจากผมไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย เนื่องจากต้องเดินทางกลับบ้านทุกวันจึงยังไม่เข้าใจ Concept ของงานเท่าไหร่ แต่เมื่อได้เอามาทำเป็นงาน เนื่องด้วยได้รับมอบหมายให้ทำส่วนของ Motion ก็เริ่มเข้าใจถึงสิ่งที่ต้องการนำเสนอ ก็เลยอยากลองทำดูแต่ ด้วยความรู้เรื่อง โปรแกรมยังไม่มากพอ ก็เลยทำให้ไม่สามารถอะไรได้อย่างที่ต้องการมากนัก แต่พอเริ่มทำก็เริ่มสนุก ถึงแม้ว่าจะไม่เวลาในการทำไม่มากนักแต่ก็เป็นงานที่ทำออกมาแล้วรู้สึกพอใจเล็กน้อย เพราะโดยส่วนตัวชอบทำงาน Media ประเภท Motion การทำงานกลุ่มที่สามารถสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานได้รู้เรื่องนั้นก็สามารถทำให้งานไปได้เร็วมีเวลาพอที่จะแก้ไขบางส่วนได้)

นี่คืองานที่ทำออกมาคับ...!

11.26.2550

งาน ประติมากรรม สมัยใหม่

งานประติมากรรมสมัยใหม่ที่มีการใช้วัสดุชนิดอื่นเข้ามาร่วมในากรสร้างผลงาน

(ซึ่งผมคิดว่าอาจจะเป็นผลมาจากการสร้างผลงานขอกกลุ่ม Construtivism)







ซึ่งจากเท่าที่สังเกตมาว่าก่อนหน้านี้งานประติมากรรมโดยส่วนใหญ่นิยมสร้างขึ้นมาจากวัสดุเพิ่งชนิดเดียว แต่ พอหลังกลุ่ม Construtism ก็เริ่มมีกลุ่มศิลปินได้สร้างผลงานการการประยุควันดต่างๆมาเข้าร่วมด้วย

11.18.2550

Photomontage

งาน Photomontage ยังมีการนำเอามาประยุคใช้อยู่ในปัจจุบันและมีการพัฒนาเอาใช้เพื่อสื่อสารเป็น โฆษณาสินค้า มากกว่าการเอาทำงานเป็นงานศิลปะเหมือนแต่ก่อน ซึ่งปัจจุบันได้ใช้เครื่องมือ หรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เข้ามาช่วยในกระบวนการผลิต เพื่อให้กิดความสะดวกยิ่งขึ้น




แต่ก็ยังมีการทำสื่อที่ทำออกมาเพื่อเสียดสี หรือ ตีแผ่สังคมหรือเกี่ยวกับการเมืองโดยใช้วิธี Photomontage (ซึ่งก็ยังคล้ายกับสิ่งที่กลุ่ม Constructivism)











วิธีโพสงาน

ตอนนี้คาดว่าทุกคนกำลังประสบปัญหาเดียวกันคือโพสงานไม่ได้ เลยหาวิธีมาให้

http://www.e4share.com/blogger-illegal-post-time/

คาดว่าคงเป็นปัญหาเรื่องระบบของทางชอง เว็บ Blogger ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะแก้ไขเมื่อไหร่เหมือนกันก็คงต้องใช้วิธีนี้กันไปก่อน

ใครที่รู้แล้วฝากสอนต่อด้วยละกัน

11.12.2550

CONSTRUCTIVISM ; PHOTOMONTAGE

CONSTRUCTIVISM'ในรัสเซีย มีอยู่ 2 ประเภทหลัก คือกลุ่มที่เป็นงาน
1. กลุ่มงานที่เป็น Architecture
2. กลุ่มงานที่เป็น Art design

กลุ่มแรก จะเรียกว่ากลุ่ม

Constructivist

เกิดขึ้นในปี 1913 งานส่วนใหญ่จะเป็นเกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรม
และประติมากรรม ที่มีรูปทรงแปลกตา งานที่ออกแบบมานั้นส่วนใหญ่
เพื่อตอบสนองความต้องการและแนวคิดโดยไม่ได้คำนึงถึงหลักความเป็นไปได้
งานสถาปัตยกรรมของกลุ่มนี้ไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้เพราะบางส่วน
ไม่สามารถใช้งานได้จริง

งานที่เป็นสถาปัติยกรรมของกลุ่ม Constructivist



El Lissitzky, Wolkenbügel, 1925



Town Hall by Noi Trotsky, Leningrad, 1932-4

กลุ่ม นี้ยังมี กลุ่มที่มีแนวคิดที่ขัดแย้งกัน คือ กลุ่ม

DECONSTRUCTIVISM

คือกลุ่มที่มีแนวคิดที่แตกต่างกลับกลุ่ม Constructivist เริ่มปี1980
และคำนึงถึงประโยชน์ และหลักการสร้างมากกว่างานสถาปัตยกรรมเป็นงานที่
มีความหวือหวา น่ากลัว แต่สามารถสร้างได้จริง

ซึ่งกลุ่มทั้ง2นี้ไม่ได้มุ่งเน้นมากนักในการทำงานครั้งนี้ แต่จะเน้นมาที่ Art Design ของกลุ่ม

CONSTRUCTIVISM

เป็นการทำงานโดยของกลุ่มนี้จะใช้วัสดุทางสิ่งก่อสร้างมาทำงาน
เช่น วัสดุจำพวก เหล็ก ไม้ กระจก มาทำงานทางด้านประติมากรรม
เนื่องด้วยเหตุผลที่ว่าไม่สามารถหาวัสดุในการทำงานได้ เพราะ
เนื่องจากเป็นช่วงยุคสงครามโลก ในช่วงตอนต้นนี้กลุ่มนี้มุ่งเน้น
ทำงานเพิ่งงานที่เป็นงาน 3 มิติเท่านั้นและต่อมาได้พัฒนางานจาก
การทำงานจำพวกด้านประติมากรรม มาสู่งาน 2 มิติโดยใช้เทคนิค Photomontage

Photomontages

เกิดขึ้นในช่วงปี 1857 ทำให้เป็นทีนิยมอย่างมาก เป็นการนำรูปจากสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ
มาทำการตัดปะ รวมกัน เพื่อสื่อเรื่องราว มีทั้งการปะติดแบบธรรมดา และการปะติด
แล้วนำมาเพ้นท์ทับอีกที เทคนิคนี้ได้เข้ามาสู่ทางเยอรมันโดย George Groszในปี1915
และใช้โดย กลุ่ม ดาด้าจะเห็นได้จากงานของ John Heartfield, Hannah Höch,
Kurt Schwitters, Raoul Hausmann และ Johannes Baader
และได้นำมาใช้โดยกลุ่ม CONSTRUCTIVISM ของรัสเซีย ในเวลาไล่เลี่ยกัน โดยงาน
Photomontage ของกลุ่ม CONSTRUCTIVISM นั้นจะเน้นการการตีแผ่สังคม ณ ตอนนั้น
ที่เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1
เหตุที่เทคนิคนี้เป็นที่นิยมเพราะเนื่องจากเป็นช่วงยุคสงครามทำให้
หาวัสดุอุปกรณ์มาใช้ในการทำงานได้ยาก

ใครเป็นคนฆ่า..?

วันนี้มีอะไรให้เพื่อนๆเล่นนิดหน่อย บางคนที่เคยเล่นแล้วก็อุบไว้ก่อนอย่าเพิ่งเฉลยนะ


" ใครเป็นคนฆ่า ?? "
" ใครเป็นคนฆ่า ?? "
+++++++++++++


คืนนั้นเป็นคืนที่เงียบสงบและเปล่าเปลี่ยว

เขากำลังวางหูโทรศัพท์ ขณะที่ผมเดินเข้าไปหาเขา เขาชวนให้

ผมนั่งกินเหล้ากับเขา เราคุยกันเรื่อง

ตลกขบขัน บางทีก็เรื่องของเพื่อนฝูง รวมทั้งเรื่อง

สัพเพเหระมากมาย เราดื่มกันแก้วแล้วแก้วเล่า เรื่องราว

ที่เขาเล่า ทำให้ผมนึกถึงสมัยเด็กๆ เสียงหัวเราะ

เริ่มพร่างพรูออกมา เรื่องเก่าๆ ที่ผมเคย

ทำสิ่งต่างๆ ร่วมกับเขามา เขายังพูดถึงเรื่องเพื่อนที่เคย

ชกต่อยกับเขาสมัยเด็กๆ แล้วคนรักเก่าของผม

ก็เข้ามาห้าม และบอกให้เพื่อนคนนั้นคืนหนังสือ

ที่เขาเป็นคนแย่งชิงไป เขาเป็นเพื่อนที่ผมรักมาก

เพื่อนอีกคนนั้นทำธุรกิจร่วมกับเขา

แต่ในขณะเดียวกันก็เกลียดเขามาก เป็นเพื่อนที่ทำเลว

เลวกับเขาหลายครั้ง แต่เขาก็ใส่ใจ เขาให้ข้อคิด

กับผมหลายเรื่อง เมื่อเห็นว่าดึกแล้ว ผมก็เดินไปส่งเขาที่รถ

เขาบอกผมว่า ไม่ต้องเป็นห่วงว่าเขาจะเมา แต่ผมไม่สบายใจ

ผมมองจนเขาขับรถออกไป แล้วผมจึงค่อยขับตาม

แต่เขาขับเร็วมาก จนตลาดสายตาผมไป ผมร้อนใจมาก

จนถึงที่เปลี่ยวแห่งหนึ่ง หัวใจผมเต้นรัว ผมหยุดรถที่มุมตึก

กำลังจะเดินเข้าไปหาเขาที่รถ ผมคิดว่าเขาคงจะเมามาก
แต่ภาพที่ผมเห็น มีผู้ชาย

ดึงและกระชากเขาออกมาจากรถ ฟาดเขาด้วยไม้ท่อนโต

ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ปากก็พร่ำแต่ตะโกนด่า

แก้แค้น !! แกมาขัดผลประโยชน์ทำไม ผม

แอบมองอยู่ มือสั่น หัวใจแทบหยุดเต้น ผู้ชายคนนั้นคง

เกลียดเขาเข้าไส้ ถึงได้ฆ่าเขาอย่างโหดเหี้ยม

ผมมองไม่เห็นหน้าฆาตกร ตรงนั้นมืดมาก

เขาตาย เลือดไหลนองไปที่พื้น ผม

แทบจะทรุดลงตรงนั้น ผมช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใคร

เป็นคนฆ่าเขา......


+++++

คุณรู้หรือยัง ว่าใครเป็นคนฆ่า ??

(ลองอ่านใหม่อีกรอบบรรทัดเว้นบรรทัด)

11.06.2550

The Books

เมื่อวันก่อนไปซื้อหนังสือที่ฟิวเจอร์รังสิตมา เนื่องจากเป็นงานเปิดท้ายของ B2S เป็นการเอาหนังสือมาทำการลดราคาประจำปี
เลยได้หอบหนังสือ 5 เล่ม 2 เล่มแรกเป็นหนังสือเกี่ยวกับโปรแกรม 3D max แล้วก็เป็นหนังสือ เกี่ยวกับนวนิยายเรื่อง อาทิมิส ฟาวส์ ซื่งเป็นนวนิยายแนววิทยาศาสตร์นิดๆ เคยอ่านเล่ม1กับ2 แล้วรู้สึกสนุกมากๆ ส่วนหนังสืออีก 2เล่มที่เหลือ เล่มแรกที่ซื้อมาเป็นหนังสือของ ธวัชชัย คิดอ่าน เป็นรวมเรื่องสั้น20เรื่อง ที่โดยส่วนมาก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวผู้เขียนเอง เป็นหนังสือที่รู้สึกว่าค่อนข้างน่าสนใจสำหรับตัวผม เป็นทั้งแนวประชดสังคมบ้าง เศร้าบ้าง ก็น่าสนใจดี อีกเล่นเป็นหนังสือเกี่ยวกับ บทสัมภาษณ์นักคิดหลายๆท่าน ชื่อ Pocket the book ก็เป็นบทสำภาษณ์บุคคลที่มากไปด้วยความสามารถ เช่น

พี่ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค นักแต่งเพลง
ภานุ อิงคะวัติ Creative Directer
ผศ. มานิตย์ ภู่อารีย์ ศิลปิน
ชัยยุทธ พลายเพ็ชร์ Product Designer
พิชัย วาสนาส่ง Commentater

ซึ่งเล่มนี้ยังไม่ได้อ่านอะไรมาก เพิ่งแค่เปิดดูผ่านแล้วรู้สึกน่าสนใจเลยซื้อกลับมาด้วย
ส่วนหนังสือเรื่อง "เล่นแร่แปรธาตุ" ก็พยายามหามาอ่านอีกเช่นกัน แต่ยังหาไม่ได้คิดว่าน่าจะหาได้ในไม่ช้านี้